เรื่องที่ชาวพุทธควรรู้
คนส่วนใหญ่ตายแล้วไปอบายภูมิ
๑.
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ (พระราชพรหมยาน)
"คนที่ตายแล้วไปสวรรค์
หรือไปพรหมโลก หรือไปนิพพานมีจำนวนน้อย... แต่คนที่ตายแล้วไปอบายภูมิมีจำนวนมาก...
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า
สัตว์ที่ตายแล้วกลับมาเกิดเป็นมนุษย์มี ประมาณเท่าเศษดินที่ติดปลายเล็บ...
ที่เหลือทั้งหมดลงอบายภูมิ... เพราะอะไร? เพราะว่าตอนมีชีวิตอยู่ทำความชั่วมากกว่าความดี...
เอาแต่ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่สนใจศีลธรรม... พอตายปุ๊บ
จิตมันก็ดิ่งลงข้างล่างทันที... เพราะฉะนั้นลูกหลานทั้งหลายจงอย่าประมาท"
ที่มา: ธรรมเทศนา หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
๒.
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
"คนเราและสัตว์เวลามันตาย จิตมันไม่ได้สูญนะ... มันไปตามกรรมของมัน... กรรมดีก็พาไปสู่สุคติ... กรรมชั่วก็ฉุดลากลงนรก... สัตว์นรกมีจำนวนมากกว่ามนุษย์และเทวดานับประมาณไม่ได้ เลย... เพราะสัตว์โลกส่วนใหญ่มีแต่สร้างกรรมชั่วใส่ตัว... ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม... จิตใจมันเศร้าหมองขุ่นมัวอยู่ตลอดเวลา... พอตายลง มันก็ไม่มีทางไปที่อื่น นอกจาก อบายภูมิ"
ที่มา: ธรรมเทศนา หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
๓.
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
"จิตที่ไม่ได้อบรม
ไม่ได้ฝึกหัด ย่อมไหลไปสู่ที่ต่ำเป็นธรรมดา...
เหมือนน้ำที่ย่อมไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ... จิตของปุถุชนที่หนาแน่นไปด้วยกิเลส เมื่อตายไปแล้ว
ย่อมมีทุคติเป็นที่ไปในเบื้อง หน้า... โอกาสที่จะได้กลับมาสู่สุคติภพนั้นยากนัก...
ฉะนั้นท่านทั้งหลายผู้ยังมีชีวิตอยู่
จงอย่าได้ประมาทในการสั่งสมคุณงามความดีและชำระจิตใจของตน"
ที่มา: โอวาทธรรมจากหนังสือ มุตโตทัย
๔. หลวงปู่ชา สุภัทโท
"คนส่วนมากกลัวผี...
แต่ไม่กลัวการไปเกิดเป็นผี... เปรต อสูรกาย สัตว์นรก นั่นแหละคือผี...
ทำไมถึงไปเกิดเป็นอย่างนั้น? ก็เพราะทำเหตุที่ไม่ดีไว้...
ผิดศีล ๕... โลภ โกรธ หลง... ใจมันร้อนรุ่ม... พอตายไปมันก็ไปสู่ภพภูมิที่ร้อน...
ที่มีแต่ความทุกข์ทรมาน... ถ้าเราไม่อยากไปเกิดเป็นผี ก็ต้องรักษาศีลให้ดี...
ทำใจให้มันเย็น... ให้มันสว่าง"
ที่มา: โอวาทธรรม หลวงปู่ชา สุภัทโท
๕.
หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
"พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบผู้ที่ไปสู่สุคติกับทุคติไว้...
ผู้ที่ตายแล้วไปสู่สุคติมีจำนวนเท่าเขาโค... ส่วนผู้ที่ไปสู่ทุคติมีจำนวนเท่าขนโค...
มันต่างกันลิบลับเลย... เพราะคนส่วนใหญ่ปล่อยชีวิตไป ตามอำนาจของกิเลส...
ไม่มีความละอาย ไม่มีความเกรงกลัวต่อบาป...
กรรมชั่วที่ทำไว้มันก็จะรวมตัวกันฉุดกระชากลากถูเอาดวงจิตนั้นไปสู่อบายภูมิ"
ที่มา: โอวาทธรรมจากหนังสือ พุทธาจาโรบูชา
การเกิดเป็นมนุษย์นั้นยากแสนยาก
๑. หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
"การได้เกิดเป็นมนุษย์นี้เป็นของยากยิ่งนัก เมื่อได้มาเกิดแล้วจงพากันทำความดีใส่ตัวให้มาก อย่าให้เสียทีที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาที่ประเสริฐ... สัตว์เดรัจฉานมี มากมาย เหลือคณานับ สัตว์นรก เปรต อสูรกาย ยิ่งมีมากกว่า... โอกาสที่เราจะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกนั้นเป็นได้ยากอย่างยิ่ง... ฉะนั้นเมื่อมีโอกาสแล้ว จงเร่งบำเพ็ญภาวนา อย่าได้ ประมาท"
ที่มา: โอวาทธรรมจากหนังสือ มุตโตทัย
๒. หลวงปู่ชา สุภัทโท
"การเกิดเป็นมนุษย์นี่มันยากนะ... พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเหมือนเต่าตาบอดตัวหนึ่ง อยู่ในทะเลใหญ่ ร้อยปีมันจะโผล่หัวขึ้นมาทีหนึ่ง... ในทะเลนั้นมีแอกไม้เล็กๆ ลอยอยู่อันหนึ่ง... โอกาสที่ เต่า ตาบอดตัวนั้นจะโผล่หัวขึ้นมาตรงรูแอกไม้นั้นพอดี... มันยากขนาดไหน... การที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วได้พบพระพุทธศาสนานั้น... ยากยิ่งกว่านั้นอีก... เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยเวลา ให้มันผ่านไปเปล่าๆ"
ที่มา: โอวาทธรรม หลวงปู่ชา สุภัทโท
๓. หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
"อัตภาพความเป็นมนุษย์นี้สำคัญมากนะ... เป็นทางแยกที่จะไปสูงก็ได้ ไปต่ำก็ได้... ไปนรกอเวจีก็ได้ ไปสวรรค์พรหมโลกก็ได้ ไปนิพพานก็ได้... สัตว์เดรัจฉานมันสร้างบารมีไม่ได้... เราได้ของดี มาแล้ว คือความเป็นมนุษย์... อย่าเอาของดีไปแลกกับของชั่ว... อย่าเอาไปทำบาปทำกรรม... ให้รีบเร่งทำความดี ภาวนาเข้า... เวลามันมีน้อย... ตายแล้วไม่รู้จะไปไหน"
ที่มา: ธรรมเทศนา หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
๔. หลวงปู่ขาว อนาลโย
"ให้พากันดีใจเถิดที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์... ได้มาพบพระพุทธศาสนา... นี่เป็นบุญลาภอันใหญ่หลวง... สัตว์ในอบายภูมินั้นมืดมนนัก... ไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟังธรรมเลย... เรามีโอกาสดีแล้ว... อย่าให้มันเสียไป... ให้ตั้งใจปฏิบัติ... เดินจงกรม นั่งสมาธิ... ชำระจิตใจของตนให้ขาวสะอาด... สมกับชื่อว่าได้เกิดมาเป็นมนุษย์"
ที่มา: โอวาทธรรมจากหนังสือ อนาลโยบูชา
มนุษย์เกิดมานับภพชาติไม่ถ้วน
๑.
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต"การท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารของสัตว์โลกนั้น
หาเบื้องต้นเบื้องปลายไม่เจอ... ได้เคยเกิดเป็นมาแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง...
เคยเป็นพระราชา มหาเศรษฐี ยาจกเข็ญใจ... เคยเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานทุกชนิด... เคยตกนรกขึ้นสวรรค์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน...
กระดูกที่ทับถมกันในแต่ละภพชาตินั้น หากนำมากองรวมกันจะสูงยิ่งกว่าภูเขา...
เมื่อพิจารณาเห็นโทษภัย ของสังสารวัฏเช่นนี้แล้ว...
ควรหรือที่จะประมาทมัวเมาอยู่"
ที่มา: โอวาทธรรมจากหนังสือ มุตโตทัย
๒.
หลวงปู่ชา สุภัทโท
"เราทุกคนนี่เคยเกิดเคยตายกันมาแล้วทั้งนั้นแหละ...
นับไม่ถ้วน... น้ำตาที่เราร้องไห้เพราะความพลัดพรากจากของรักในแต่ละชาติ...
เอามารวมกันยังมากกว่าน้ำในมหาสมุทร... เราเคยเป็น ญาติกันมาหมดแล้วทุกผู้ทุกคน...
สัตว์ทุกตัวที่เราเห็นก็อาจเคยเป็นพ่อแม่พี่น้องของเรามาแล้ว...
เมื่อคิดได้อย่างนี้... ใจมันจะเกิดเมตตา... มันจะไม่อยากเบียดเบียนใคร"
ที่มา: โอวาทธรรม หลวงปู่ชา สุภัทโท
๓.
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
"สังสารจักรนี้มันหมุนติ้วๆ
อยู่ตลอดเวลา... พาเราเกิดแก่เจ็บตายอยู่ร่ำไป... หาที่สิ้นสุดไม่ได้...
ภพแล้วภพเล่า... ชาติแล้วชาติเล่า... มีแต่ทุกข์ทั้งนั้น...
กองกระดูกของเราแต่ละคนนี่มันท่วม หัว..ท่วมแผ่นดิน... น่าสลดสังเวชไหมล่ะ...
เมื่อไหร่จะเบื่อ... เมื่อไหร่จะพอ... ต้องเร่งภาวนา...
เอาให้มันพ้นไปจากคุกคือภพชาตินี้ให้ได้"
ที่มา: ธรรมเทศนา หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
๔. หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
(พระราชพรหมยาน)
"พระพุทธเจ้าตรัสว่า
'อเนกชาติสํสารํ' เราท่องเที่ยวไปในสงสารนับด้วยชาติไม่ถ้วน...
น้ำนมของแม่ที่เราดื่มกินมาในแต่ละชาติ...
รวมกันแล้วมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่... กระดูกที่ทิ้งไว้ใน แต่ละชาติ
กองสูงกว่าภูเขาพระสุเมรุ... นี่แสดงให้เห็นว่าเราเกิดตายกันมานานเหลือเกิน...
แล้วจะเกิดต่อไปอีกทำไม... ให้มันทุกข์ต่อไปอีกทำไม...
หาทางตัดมันให้ขาดสะบั้นไปในชาตินี้เถิด"
ที่มา: ธรรมเทศนา หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
๕.
พุทธทาสภิกขุ
"การเวียนว่ายตายเกิด
(สังสารวัฏ) ที่แท้จริงนั้น... มันเกิดขึ้นทุกขณะจิตที่ปรุงแต่งเป็น 'ตัวกู-ของกู'... เมื่อมีความยึดมั่นว่าตัวกูเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง
ก็คือการเกิดหนึ่งชาติ... ในวันหนึ่งๆ เราจึง เกิดตายกันนับครั้งไม่ถ้วน...
นี่คือสังสารวัฏในชีวิตประจำวัน... ถ้าเรามีสติรู้ทัน...
ไม่ปรุงแต่งเป็นตัวกู-ของกู... สังสารวัฏมันก็หยุดหมุนที่นี่... เดี๋ยวนี้"
ที่มา: หนังสือ ตัวกู-ของกู
๖.
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
"เราทั้งหลายได้เวียนเกิดเวียนตายในวัฏฏะนี้มานานแสนนาน...
จนประมาณไม่ได้... ได้เคยเป็นมาแล้วทุกอย่าง... ทั้งดีและชั่ว... ทั้งสูงและต่ำ...
สุขและทุกข์คละเคล้ากันไป... ภพชาติที่ผ่านมา มันก็เป็นเพียงความฝัน...
ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร... เมื่อเราตื่นขึ้นด้วยสติปัญญา...
เราก็จะเห็นว่าสิ่งที่เราหลงยึดมั่นอยู่นั้นมันเป็นของว่างเปล่า...
แล้วเราจะเบื่อหน่ายในการเกิดเอง"
ที่มา: หนังสือ มองตน
๗.
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล
"จิตที่ส่งออกนอก...
คือการท่องเที่ยวไปในวัฏสงสาร... เมื่อจิตคิดไปในอดีต...
นั่นคือการเกิดในภพชาติที่ล่วงมาแล้ว... เมื่อจิตคิดไปในอนาคต...
นั่นคือการสร้างภพชาติใหม่... ถ้าจิตอยู่กับ ปัจจุบัน...
รู้สภาวะตามความเป็นจริงโดยไม่ปรุงแต่ง... นั่นคือการหยุดการเวียนว่ายตายเกิด...
วัฏสงสารมันย่อลงมาอยู่ที่จิตดวงเดียวนี้"
ที่มา: โอวาทธรรมจากหนังสือ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล อตุโล
ไม่มีใดเทียม