หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

   

 

 “ภัยอันน่ากลัวของการเวียนว่ายตายเกิด”                                                             เรื่องเล่า การระลึกชาติ ของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม

 หลวงปู่ชอบมีชีวิตอยู่ในช่วง พ.ศ. 2444 – 2535 คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต ได้เขียนชีวประวัติของท่านไว้อย่างน่าศึกษา

หลวงปู่ชอบระลึกชาติได้หลายชาติ ตามที่ลูกศิษย์ลูกหาได้กราบเรียนถามถึงอดีตชาติของท่านต่างกรรมต่างวาระ                    ซึ่งท่านก็มีเมตตาตอบให้ศิษย์ได้รับทราบ พอจะสรุปได้ว่าท่านเคยเกิดเป็นท้าวมหาพรหม (พรหมผู้เป็นใหญ่ในเขตการ              ปกครองหนึ่งๆ)

ในสมัยพุทธกาลนั้นได้บวชเป็นสามเณรน้อยลูกศิษย์พระมหากัสสปะ (พระอรหันต์ชั้นผู้ใหญ่ที่พระอรหันต์ด้วยกันให้ความ                                     เคารพนับถือ) ต่อมาเป็นพระอยู่ในสังกัดพระอนุรุทธะ (พระอรหันต์ผู้มีตาทิพย์) แม้จะได้บวชเรียนเป็นศิษย์ของพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาล แต่วาสนาบารมียังไม่ถึง                             พร้อม ท่านก็ยังไม่บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล (นับตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์) จำต้องเวียนว่ายตายเกิดมาอีกยาวนาน                                   หลายชาติที่ท่านเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นต้นว่า เกิดเป็นปลา เกิดเป็นผีเสื้อถูกค้างคาวไล่จับกิน เกิดเป็นหมีไปกินแตงของชาวบ้าน ถูกเจ้าของไร่เอามีดฟัน                                     ถูกหัวและหูจนเลือดอาบ เคราะห์ดีที่ไม่ตาย

                      เกิดเป็นเก้งไปกินมะกอกที่โคกมน อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ถูกคนยิงกระสุนเจาะเข้าที่ขา ต้องวิ่งหนีด้วยความเจ็บปวด หมดแรงล้มตายที่บ้านม่วง                                              ชาตินี้หลวงปู่เกิดที่โคกมนและจำพรรษาอยู่ที่วัดโคกมน อำเภอวังสะพุง หลายพรรษา จะเห็นว่าคนหรือสัตว์มักจะกลับไปในถิ่นที่เคยอยู่เคยหากินมาก่อน                                          หากถิ่นนั้นเป็นที่ชอบที่คุ้นเคย

                      เกิดเป็นไก่ถึง 7 ชาติ มีความผูกพันอยู่กับแม่ไก่ สัญญาว่าจะเป็นคู่ครองกันทุกชาติไป

                      แม้หลวงปู่จะเกิดเป็นคนแล้ว แต่แม่ไก่ก็ยังเกิดเป็นไก่หลงรอคอยหลวงปู่อยู่ หลวงปู่เล่าว่า การเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานมีความทุกข์ยากลำเค็ญมาก บางเวลา                                        ต้องอดอยากหิวโหยไม่มีอาหารกิน หน้าฝนก็ต้องเปียกปอนอยู่กลางสายฝนหน้าหนาวก็ต้องหนาวเหน็บจับใจ นอกจากนี้ยังมีภัยจากสัตว์ที่ใหญ่กว่า ซ้ำยังต้อง                                  คอยหลบหลีกมนุษย์ที่ชอบล่าเป็นอาหาร

                      ขนาดเกิดเป็นสัตว์ยังทุกข์ถึงเพียงนี้ หากตกนรกจะทุกข์เพียงไหน ลูกศิษย์คนหนึ่งถามหลวงปู่ว่า ชาติที่แล้วหลวงปู่เกิดเป็นอะไร

                      หลวงปู่ตอบว่า ท่านเกิดเป็นคนลาว มีอาชีพขายผ้า วันหนึ่งได้ชวนเพื่อนเดินทางมาสักการะพระธาตุพนม ท่านนำผ้าขาว 1 วา และเงิน 50 สตางค์มาทำบุญ                                      อธิษฐานว่าชาติหน้าขอให้ได้บวช ได้พ้นทุกข์ คำอธิษฐานของหลวงปู่สัมฤทธิผล ชาตินี้ท่านได้บวชและพ้นทุกข์สมดังปรารถนา แม้ท่านยังมีชีวิตอยู่                                              เส้นผมของท่านที่ศิษย์เก็บมาบูชาก็กลายเป็นพระธาตุ เป็นที่กล่าวขานกัน

                          วัฏสงสารหรือการเวียนว่ายตายเกิดของแต่ละชีวิตยาวนาน ไม่รู้ว่าเกิดชาติแรกตั้งแต่เมื่อใด และอีกนานสักเท่าใดจึงจะไม่เกิดหรือพ้นไปจากวัฏสงสารการตาย –                                เกิดในแต่ละชาติล้วนมีภัย เพราะโอกาสจะไปเกิดในอบายภูมิอันมีแดนเกิดในนรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉานนั้นมีสูงมาก การได้เกิดเป็นมนุษย์เป็นของ                                    ยากยิ่ง เกิดบนสวรรค์หรือเกิดเป็นพรหมยิ่งยากขึ้นไปอีก แม้ได้เกิดเป็นมนุษย์ก็มากด้วยความทุกข์ หากไม่ศึกษาธรรมก็ไม่รู้ทางที่จะออกจากทุกข์                                                  กลับหลงอยู่ในกองทุกข์โดยไม่รู้ว่าเป็นความทุกข์ เหมือนหนอนหากินอยู่ในบ่ออุจจาระด้วยความเพลิดเพลินยินดี โดยมิได้รู้ว่ามันมีชีวิตอยู่ในกองปฏิกูล

                      จงมาศึกษาและปฏิบัติธรรมกันเถิด เพราะธรรมคือความจริงที่จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติมีดวงตาเห็นธรรม พ้นจากกองปฏิกูลได้

     

                          

                          หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เล่าเรื่อง "สงครามพญานาค"

                   หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าโคกมน บ.โคกมน ต.ผาน้อย อ.วังสะพุง จ.เลย ได้เล่าเรื่อง "สงครามพญานาค" โดยมี พระวีระศักดิ์ ธีรภัทโท                                 เป็นผู้จดบันทิึกไว้ เมื่อวันที่ ๗ กุมพาภาพันธ์ ๒๕๓๕ โดยมีเรื่องพญานาคเรื่องหนึ่ง ที่หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เล่าให้ฟัง เป็นเรื่องพญานาค                                   ที่แปลกกว่าทุกเรื่อง ส่วนมากถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพญานาค หลวงปู่ท่านจะบอกพญานาคที่นั่นที่นี่มาขอฟังธรรมกับท่าน พญานาคจำแลงร่าง                               เป็นมนุษย์มาใส่บาตรให้กับท่านหรือพญานาคอันธพาลมาแสดงเดชฤทธิ์กับท่านเป็นต้น แต่เรื่องพญานาคที่หลวงปู่เล่าให้ฟังตอนนี้เป็น                                     เรื่องของพญานาคทำสงครามนาคายุทธกัน ซึ่งเป็นเรื่องพญานาคที่ประหลาดกว่าทุกเรื่องที่หลวงปู่ชอบท่านเล่าให้ฟัง..

                      

                         ท่านบอกเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี  ๒๕๐๘... ซึ่งเป็นปีแรกที่หลวงปู่ชอบมาสร้าง "วัดป่าม่วงไข่" บ้านม่วงไข่ ตำบลสานตม อำเภอภูเรือ                                     จังหวัดเลย ท่านว่าสมัยสร้างวัดป่าม่วงไข่ใหม่ๆนั้น พระเณรเวลาสรงน้ำตักน้ำจะต้องพากันเดินลงเขาทางด้านหลังศาลาหลังเก่าของวัดป่า                                 ม่วงไข่ทางลงไปจะลึกลาดชันเวลาขึ้นลงแต่ละครั้งพระเณรต้องอาศัยเกาะกิ่งไผ่ลงไป ถ้าเผอเรอเมื่อไหร่เป็นได้กลิ้งกะโค่โร่ลงไปข้างล่างทันที..

                  หลวงปู่ชอบเห็นถึงความลำบากของลูกศิษย์ เวลาลงไปตักน้ำท่านจึงบอกพ่อเชียงหมุนให้มาตัดต้นไผ่เพื่อทำทางลงไปสรงน้ำให้กับพระเณร                              ราวสองทุ่มคืนเดียวกันขณะหลวงปู่ชอบท่านกำลังจะไหว้พระสวดมนต์อยู่ที่กุฏิ ท่านได้ยินเสียงคนพูดคุยกันผ่านกุฏิของท่านไปทางด้านหน้าวัด                          ท่านคิดในใจว่าค่ำมืดตืดตาป่านนี้แล้วยังจะมีโยมมาวัดอยู่อีกหรือ เสียงพูดกันก็ดังคึกคะนองแบบคนหนุ่ม ท่านจึงกำหนดดูถึงที่มาของต้นเสียง                            ท่านเห็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบต้นๆหกคนเดินคุยกันไปทางหน้าวัดป่าม่วงไข่ ชายหกคนนี้คุยกันว่าจะไปเที่ยวเล่นจีบสาวนาคีที่เมือง                                          เชียงคาน ท่านจึงรู้ว่าชายหนุ่มกลุ่มนี้เป็นลูกหลานของพญานาคภูผาหมานจำแลงร่างขึ้นมาเที่ยวเล่นจีบสาวนาคีแม่น้ำโขง ..

                  หลังจากนาคาหนุ่มกลุ่มนี้ไปแล้ว ท่านก็นั่งไหว้พระสวดมนต์อยู่ที่กุฏิ ขณะที่หลวงปู่ชอบท่านกำลังสวดมนต์บทเมตตายังกิญจิฯ อยู่นั้น                                      ท่านได้ยินเสียงคนไล่ตีกันดังลั่นมาจากทางหน้าวัด ท่านจึงหยุดสวดมนต์กำหนดดูเหตุการณ์ ท่านเห็นชายหนุ่มกลุ่มใหญ่ไล่ตีชายหนุ่มหกคน                              ที่ท่านเห็นเมื่อตอนหัวคืน ชายหนุ่มทั้งหกวิ่งผ่านกุฏิท่านไป แล้วกระโดดลงเขาหายเข้าไปในบ่อน้ำซับหลังศาลาเก่าของวัดป่าม่วงไข่                                      ฝ่ายชายหนุ่มกลุ่มใหญ่ที่ไล่ตีกันมาพอเห็น หลวงปู่ชอบ พวกเขาจึงพากันหยุดไล่ร้องบอกกันว่า "พระ ๆ" ทุกอย่างที่พญานาคแสดงออก                                    ในขณะนั้น ท่านบอกเหมือนกันกับมนุษย์เราทุกอย่างเลย..

                  หลวงปู่ถามพญานาคหนุ่มกลุ่มนี้ว่า  "เพราะอะไรถึงต้องได้ไล่ทำร้ายกันเข้ามาในวัดซึ่งเป็นเขตธรณีอภัยทาน"  พญานาคหนุ่มผู้เป็นหัวหน้า                                บอกท่านว่า "พวกพญานาคกลุ่มที่นี่ไปเที่ยวเล่นที่บ้านเมืองของพวกตน แล้วมีเรื่องผิดใจกัน จึงต้องไล่ทำร้ายกันมาถึงที่นี่ ข้าพเจ้าไม่รู้ว่า                                  สถานที่แห่งนี้เป็นวัดวาพระศาสนา แต่ไหนแต่ไรพวกข้าพเจ้าไปมาหาสู่กันก็ไม่เห็นว่าที่นี่เป็นวัดวาศาสนามาก่อนเลย .."

                  หลวงปู่จึงบอกพญานาคหนุ่มกลุ่มนี้...ให้กลับไปบ้านเมืองของตนเองเสียอย่ามาเบียดเบียนกันที่ในวัดวาศาสนาเลย พวกพญานาคหนุ่มกลุ่มนี้                            จึงพากันลาองค์ท่านกลับไปยังบ้านเมืองของตน ท่านว่าเวลาที่พญานาคหนุ่มกลุ่มนี้ลาจากไปพวกเขาพากันจมหายลงไปในธรณีทันที                                      เหมือนกับว่าดินผาหน้าภูที่นี่ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการไปการมาของพวกเขาเลย..

                  ผู้บันทึกกับหมู่เพื่อนที่นั่งฟังหลวงปู่ชอบเล่าพากันแปลกประหลาดใจว่า ทำไมพญานาคซึ่งเป็นเทพเทวดาประเภทหนึ่งจึงมีประพฤติบางอย่าง                            ที่คล้ายกันกับมนุษย์เรา.. หลวงปู่ชอบท่านว่า... "พญานาคถึงจะเป็นภูมิเทพเทวดา เขาก็มาจากมนุษย์เรามีกิเลสรักโลภโกรธหลงเหมือนกันกับ                          มนุษย์เรา ถ้าไม่พอใจกันขึ้นมาก็โกรธาเกรี้ยวกราดทำร้ายกันเหมือนกับมนุษย์เรา ต่างแต่พวกพญานาคเทพเทวดาเขาจะไม่ทำร้ายกันถึงขั้น                                หมายเอาชีวิตเหมือนกับมนุษย์เรา พวกพญานาคเทพเทวดาเขาจะสู้กันพอรู้ฤทธิ์แล้วก็เลิกรากันไป.."การให้อภัยกันของภพภูมิเทพเทวดาเขาจะ                          ให้อภัยกันง่ายกว่ามนุษย์เรา เพราะพวกเขามีเทวธรรม "หิริโอตัปปะ" ความละอายแก่ใจ ความเกรงกลัวต่อบาปกรรม ของเทพเทวดาเขาจะมี                              มากกว่ามนุษย์.. ถ้าจิตใจไม่มีเทวธรรมสองอย่างนี้เป็นเครื่องถือครองแล้ว บุคคลนั้นจะเกิดเป็นเทพเทวดาไม่ได้เลย ถึงแม้เกิดเป็นมนุษย์ก็จะ                              ได้เกิดเป็นมนุษย์ผู้ที่มีความบกพร่องในสติปัญญาและร่างกาย ..

                  ท่านเล่าให้ฟังต่อว่า หลังจากพญานาคหนุ่มกลุ่มนี้จากไปไม่นาน ท่านได้ยินเสียงดังโหวกเหวกอึงคะนึงไปทั่วบริเวณวัดป่าม่วงไข่ ท่านเห็น                                พญานาคพากันจัดเตรียมทัพมีช้างม้าไพร่พลถืออาวุธครบมือเหมือนกับทหารศึกในสมัยโบราณ ท่านว่าทุกอย่างเหมือนกับคนเราเวลาเตรียม                              ทัพออกศึกไม่มีผิดเพี้ยนกันเลย..
                  หลวงปู่ถามพญานาคผู้เป็นแม่ทัพนายกองว่า "จะพากันไปออกศึกออกเสือที่ไหนถึงได้แต่งทัพใหญ่โตมโหฬารถึงปานนี้" 
                  แม่ทัพใหญ่พญานาคบอกท่านว่า "พวกข้าพเจ้าจะไปรบกับพวกพญานาคแม่น้ำโขง พญานาคพวกนี้มาหยามหมิ่นรังแกลูกหลานของพวก                                  ข้าพเจ้า.."

                  หลวงปู่ท่านบอก "อย่าไปเบียดเบียนกันเลยมันจะเป็นบาปเวรต่อกัน" 

                  แต่พญานาคใหญ่ผู้เป็นแม่ทัพนายกองไม่ฟังคำที่ท่านทัดทาน เขายืนกรานที่จะออกรบตามมานะศักดิ์ศรีที่เขาถือ เมื่อพญานาคผู้เป็นใหญ่                                  ไม่เอาคำท่านจึงบอกเขาว่า "ถ้าจะไปรบกันแล้วอาตมาขอให้โยมทำทางลงไปสรงน้ำให้พระเณรได้ไหม จะเป็นการถวายความสะดวกให้กับ                                พระเณรผู้ที่ท่านพักอาศัยอยู่ในอาวาสนี้ อาตมาอยากให้ท่านแสดงฤทธิ์ไว้เป็นหลักฐานให้พระเณรผู้ไม่รู้ได้เห็นว่าที่นี่มีพญานาคอาศัยอยู่ .."

                  พอท่านบอกพญานาคใหญ่ผู้เป็นหัวหน้า ให้เขาทำทางลงไปตักน้ำให้พระเณร ท่านว่าพญานาคเจ้าจอมทัพดันภูเขาทีเดียวดินที่อยู่บนภูเขาไหล                          ลงไปเป็นร่องทันที ต้นไม้ต้นไผ่พังทลายลงไปกองอยู่ใต้ภูเขายิ่งกว่าใช้รถเกรดรถไถดันลงไป หลวงปู่ท่านว่าพวกพญานาคนี้มีฤทธิ์แรงมาก                                เกินประมาณได้ การกระทำด้วยฤทธิ์เดชของเขาจึงง่ายดายไม่ต่างอะไรกับคนเราพลิกฝ่ามือ..
                  เมื่อพญานาคใหญ่ภูผาหมาน...พังภูเขาทำทางลงไปตักน้ำให้พระเณรแล้ว เขาก็ลาท่านไปรบกบ "อิสโรนาคราช" ราชันย์นาคาแม่น้ำโขงเมือง                            เชียงคานที่มีวิมานเมืองบาดาลอยู่ห่างจากปาก "แม่น้ำเลย" ไหลลงตกแม่น้ำโขงที่ "บ้านคกมาด" สี่ร้อยเมตร..

                  หลวงปู่ชอบดูเหตุการณ์พญานาคทำนาคายุทธกันจนถึงตีสองทุกอย่างจึงยุติศึก ท่านเห็นไพร่พลทหารพญานาคภูผาหมานแตกทัพหนีเข้ามา                              ทางวัดป่าม่วงไข่อย่างอลหม่าน พอมาถึงบ่อน้ำซับหลังศาลาวัดป่าม่วงไข่ทหารพญานาคพากันหายลงไปในบ่อน้ำซับแห่งนี้ทันทีพวกทหาร                                พญานาคอีกฝ่ายหนึ่งก็ไล่ตามกันมา ผู้ที่เป็นหัวหน้าแม่ทัพใหญ่ "อิสโรนาคราช" เห็นหลวงปู่ชอบอยู่ที่นี่เขาจึงบอกไพร่พลให้หยุดทัพ..

                  ท่านถาม "อิสโรนาคราช" เพราะเหตุอะไรพวกท่านถึงต้องมารบทัพจับศึกกัน

                  อิสโรนาคราชพญานาคแม่น้ำโขงเมืองเชียงคานบอกท่านว่า "พวกลูกหลานพญานาคเมืองนี้ ไปมีเหตุวิวาทกับลูกหลานของพวกข้าพเจ้า                                  เจ้าเมืองพญานาคที่นี่ไม่พอใจจึงยกทัพไปท้ารบประลองฤทธิ์กับพวกข้าพเจ้าถึงบ้านเมือง.."
                  หลวงปู่ชอบท่านถามพญานาคอิสโรว่า "พญานาคเขามีการรบทัพจับศึกเหมือนกันกับมนุษย์หรือ?"
                  อิสโรนาคราชตอบท่านว่า "พญานาคก็เหมือนกันกับมนุษย์ เมื่อมีเรื่องราวเจรจาความกันไม่ได้ก็ต้องใช้กำลังต่อสู้กันเพื่อให้รู้แพ้ชนะ                                        แต่ไม่ถึงขั้นทำลายล้างกันเหมือนกับพวกมนุษย์ พวกข้าพเจ้าจะต่อสู้กันพอรู้แพ้ชนะเท่านั้นจะไม่ทำอะไรเกินเลยให้กันมากไปกว่านี้.."
                  หลวงปู่ชอบบอก "เมื่อรู้แพ้รู้ชนะกันแล้วก็ไม่ต้องมาต่อสู้อะไรกันอีก "พวกท่านเป็นเทวะฤทธิ์มีเดชมาก การต่อสู้ของพวกท่านจะทำให้มนุษย์                              และสัตว์ที่อาศัยอยู่ที่นี่ จะได้รับอันตรายเดือดร้อนจากการสู้รบของพวกท่านได้ อาตมาขอให้ท่านทั้งสองจงเว้นปล่อยวางในเรื่องนี้เสีย"

 

                  อิสโรนาคราชพญานาคแม่น้ำโขงโอนอ่อนยอมในคำขอขององค์ท่านหลวงปู่ชอบ จึงถอนทัพลาองค์ท่านกลับไปยังบ้านเมืองของเขา..

                  รุ่งเช้าก่อนที่องค์ท่านหลวงปู่ชอบ จะออกไปบิณฑบาตที่บ้านม่วงไข่ ท่านเดินไปดูทางพญานาคดันภูเขาเมื่อคืนที่ผ่านมา ท่านเห็นทางที่พญานาค                      ดันเขาพังดินลงไปเป็นทางกว้างประมาณหนึ่งวา ต้นไม้ต้นไผ่ตามสายทางพังระนาวกราวรูดไม่ต่างอะไรกับเอารถไถวิ่งดันลงไป เมื่อสำรวจตรวจดู                        สถานที่โดยทั่วแล้ว องค์ท่านจึงเดินมาศาลาเพื่อพาพระเณรออกไปบิณฑบาตที่บ้านม่วงไข่..
                  (บันทึกต่อท้าย) ผู้บันทึกเรียนถาม "หลวงปู่คำผอง กุสลธโร" เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ผาแด่น ตำบลสันป่ายาง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่                              ที่ท่านอยู่ปฏิบัติ กับองค์ท่านหลวงปู่ชอบ ที่บ้านม่วงไข่ในตอนนั้น..

                  หลวงปู่คำผองบอกว่าหลวงปู่ชอบบอก  "ท่านคำผองต่อไปนี้พวกท่านลงไปตักน้ำสบายขึ้นกว่าเก่าแล้ว พญานาคทำทางให้พวกท่านแล้ว                                  เมื่อคืนพวกพญานาคที่นี่ไปออกสงครามกับพวกพญานาคแม่น้ำโขงเชียงคาน หลวงปู่ชอบท่านบอกผมกับทิดม่อยบ้านวังม่วงไปดูทางที่พญานาค                        พังดินลงจากภูเขา พวกผมได้อาศัยทางพญานาคนี่แหละลงไปตักน้ำ พระเณรอยู่นั่นลงไปตักน้ำสบายขึ้น เพราะทางสงครามพญานาค เรื่องแบบนี้                      ตาบอดอย่างพวกเรามองไม่เห็นเหมือนท่านหลวงปู่ชอบ หลวงปู่ชอบจิตท่านเป็นทิพย์พิสุทธิ์ จึงมองเห็นทั้งหมดทุกเรื่อง หลวงปู่ท่านให้พญา                            นาคทำทางเพราะท่านอยากให้พระเณรได้เห็น เป็นหลักฐานของเรื่องนี้ ถ้าไม่เช่นนั้นพวกเราก็จะไม่รู้ที่มาของเรื่องนี้เลย.."

                  หลวงปู่คำผองท่านเล่าต่อถึงเรื่องที่ท่านไปอยู่ปฏิบัติกับครูบาอาจารย์แต่ละองค์ท่านบอกครูบาอาจารย์แต่ละองค์ก็มีบารมีภายนอกภายในแตก                            ต่างกันแต่กับ "หลวงปู่ชอบ" ท่านบอกบารมีภายในเรื่องลึกลับที่เกี่ยวกับ "เทพเทวดาพญานาคและฤทธิ์อภิญญา" หลวงปู่ชอบท่าน จะเด่นมาก                          ในเรื่องแบบนี้..

                  จากเพจ http://dhammawijja.blogspot.com

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Visitors: 10,097