หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

                

        หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตท่านเคยเล่าว่าใต้ชายเขาฝั่งไทย ตะวันตกของเมื่องหลวงพระบางนั้น มีเมืองพญานาคตั้งอยู่ใหญ่โตมาก ซึ่งหัวหน้าพญานาคพาบริวารมาฟังธรรมท่านเสมอ และมากันมากมายในบางครั้ง    พวกพญานาคไม่ค่อยมีปัญหาเหมือนพวกเทวดา พวกเทวดาทั้งเบื้องบนเบื้องล่างมักมีปัญหามากพอๆกัน          ส่วนความเลื่อมใสในธรรมนั้นมีพอๆกัน หลวงปู่มั่นท่านพักอยู่ชายเขาลูกนั้น พญานาคมาเยี่ยมท่านแทบทุกคืน    และมีบริวารติดตามมาไม่มากนัก นอกจากจะพามาเป็นพิเศษ ถ้าวันพญานาคจะพาบริวารมามาก ท่านก็จะทราบล่วงหน้าก่อนทุกครั้ง ท่านว่าท่านพักอยู่ที่นั่นเป็นประโยชน์แก่พวกนาคและพวกเทวดาโดยเฉพาะ  ไม่ค่อยเกี่ยวกับประชาชนนัก พวกนาคมาเยี่ยมท่านไม่มาตอนดึกนัก  ท่านว่าอาจเป็นเพราะที่ที่พักสงัดและอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านก็ได้ พวกนาคจึงพากันมาเยี่ยมเฉพาะที่นั่นราว 22-23 นาฬิกา  ส่วนที่อื่นๆมาดึกกว่านั้นก็มี เวลาขนาดนั้นก็มี      พวกพญานาคอาธนานิมนต์ให้อยู่ที่นั่นนานๆเพื่อโปรดเขา เขาเคารพเลื่อมในท่านมาก และจัดบริวารให้มารักษา  ท่านทั้งกลางวันและกลางคืนโดยผลัดเปลี่ยนวาระกันมามิได้ขาด แต่เขามิได้มาอยู่ใกล้นักอยู่ห่างๆพอทราบ       และรักษาเหตุการณ์เกี่ยวกับท่านได้สะดวก ส่วนพวกเทพโดยมากมักมากันดึกกว่าพวกนาคคือตี1ตี2  ถ้าอยู่ในเขาห่างไกลจากหมู่บ้าน พวกเทพก็มีมาแต่วันราว 4-5ทุ่มอยู่บ้างจึงไม่แน่นัก แต่โดยมากนับแต่เที่ยงคืนขึ้นไป  พวกเทพชอบมากันเป็นนิสัย                    

             การแสดงธรรมให้แก่พวกเทพฟังนั้น ท่านแสดงธรรมให้ฟังและแก้ปัญหาให้เท่าที่จำเป็น  แล้วก็บอกชาวเทพที่มาก่อนให้ทราบว่าถัดจากนี้ไปจะมีชาวเทพมาฟังธรรมและถามปัญหาอีก พวกที่มาก่อนก็รีบลาท่านกลับ  ไปพวกที่มาที่หลังซึ่งรออยู่ห่างๆพอไม่ให้เสียมารยาทความเคารพก็พากันเข้ามา ท่านก็เริ่มแสดงธรรมให้ฟัง ตามแต่บาทคาถาที่ท่านกำหนดในขณะนั้นจะผุดขึ้นมา ซึ่งพอเหมาะกับจริตนิสัย และภูมิของเทพพวกนั้น บางทีหัวหน้าเทพก็แสดงความประสงค์ขึ้นเสียเองว่าขอฟังธรรมนั้น ท่านก็เริ่มกำหนด พอธรรมนั้นผุดขึ้นมาก็เริ่มแสดงให้พวกเทพฟัง  ในบางครั้งหัวหน้าเทพขอฟังธรรมประเภทนั้น ท่านสงสัยต้องถามเขาก่อนว่า ธรรมนั้นชื่ออะไรในสมัยนี้ เพราะชือธรรมที่พวกเทพ                เคยนับถือกันมาดั้งเดิมแต่สมัยโน้นกับชื่อธรรมในสมัยนี้ต่างกันในบางสูตรบางคำภีร์ เขาก็บอกว่าอย่างนั้นในสมัยนี้  แต่สมัยโน้นซึ่งพวกเทพนับถือกันมาชื่อว่าอย่างนั้น  

                       บางวันพวกเทพเบื้องบนบ้างเบื้องล่างบ้างพวกใดพวกหนึ่งจะมาเยี่ยมฟังธรรมกับท่านในเวลาเดียวกันกับพวกพญานาคจะมาก็มี เช่นเดียวกับแขกมนุษย์เรามาเยี่ยมครูอาจารย์ในเวลาเดียวกันฉะนั้น แต่นานๆมีครั้ง ในกรณีเช่นนี้เมื่อเขามาในเวลาตรงกันบ่อยๆเข้า  ท่านจำต้องตกลงกับเทพทั้งเบื้องบนเบื้องล่างว่า พวกนี้ให้มาในเวลาเท่านั้น พวกนั้นให้มาในเวลาเท่านั้น และพวกนาคให้มาเวลาเท่านั้น เพื่อความสะดวกทั้งฝ่ายพระ ฝ่ายเทพและฝ่ายนาคทั้งหลาย                                                                                                                                                      

            จากหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ   โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี     

 

 

                "เล่าเรื่องหลวงปู่มั่น" (สมเด็จพระญาณสังวร)

         มีเรื่องเล่ากันนานปีมาแล้วว่า "ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมาหาเถระ ท่านเคยเล่าว่า คืนหนึ่งขณะท่านปฏิบัติอยู่ในป่า ใจร่ำร้องกราบพระพุทธบาทสมเด็จพระบรมศาสดา" ขอประทานพระมหาเมตตาให้ท่านพระอาจารย์ท่านรู้วิธีปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความสมปรารถนาได้พ้นทุกข์และ"สมเด็จพระบรมศาสดาก็ทรงพระเมตตาเสด็จลงให้ท่านพระอาจารย์ได้เฝ้าพระพุทธบาท" รับประทานวิธีปฏิบัติธรรมไปสู่ความไกลกิเลสได้สิ้นเชิง ท่านพระอาจารย์ท่านเล่าว่า "สมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จลงให้ท่านได้เฝ้าพระพุทธบาท 

ได้เห็นพระพุทธองค์ดั่งได้เฝ้าพระองค์จริงขณะทรงดำรงพระชนมายุสังขารอยู่ฉะนั้น"ไม่ทราบว่าท่านพระอาจารย์ท่านบอกหรือเปล่าว่า "ท่านทีความปีติโสมนัสเพียงไรในบุญวาสนาของท่าน" ที่ไม่น่าเป็นไปได้ในชีวิตผู้ใด "แต่ได้เกิด แก่ชีวิตท่านพระอาจารย์ท่านแล้วจริง โปรดประทานพระมหากรุณาให้ท่านพระอาจารย์ท่านรู้วิธีเดินจงกรม วิธีปฏิบัติจิตใจ" 

         "จนในที่สุดท่านพระอาจารย์ท่านก็ได้เป็นดั่งองค์แทนศิษยานุศิษย์ผู้สามารถปฏิบัติธรรมดำเนินถึงความพ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง ได้เป็นพระอาจารย์สายปฏิบัติธรรมองค์สำคัญที่สุดอยู่ในยุคนี้" เป็นที่รู้กันอยู่ในบรรดาผู้ใส่ใจในการปฏิบัติธรรมทุกถ้วนหน้า 
         เรื่องนี้ ที่ท่านพระอาจารย์ท่านได้เล่าไว้ "ไม่เพียงทำให้ท่านได้เป็นอาจารย์ผู้สอนธัมมะสำคัญแก่ศิษยานุศิษย์มากหลาย แต่ทำให้ได้ความเข้าใจในสิ่งที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลย " 

        ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า "เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จอยู่ในเมืองพระนิพพานแน่ ยังทรงได้รู้ได้เห็นได้ยินได้ฟัง" ที่ควรแก่การได้รับพระพุทธเมตตา เช่นท่านอาจารย์มั่นท่านนั่นเอง "ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นท่านควรที่สุดแน่นอนแล้วที่จะได้รับพระมหากรุณา" ผู้ปฏิบัติธรรมหรือผู้ศึกษาธรรมทั้งหลายย่อมเห็นด้วยกับความจริงนี้แน่นอน .. " 

         จาก "แสงส่องใจ วิสาขบูชา ๒๕๕๐" 
         สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙

 

 

 

           หลวงปู่มั่น เล่าเรื่อง  

             คำบอกเล่าของ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
             เรื่องอริยบุคคลนี้ ท่านพระอาจารย์ปรารภไว้หลายสถานที่หลายวาระ ต่างๆ กันแล้วแต่เหตุ
             ท่านเล่าว่า ชาวพุทธมีหลายประเทศ แต่จะขอกล่าวเฉพาะใกล้เคียง เขมร ลาว เวียดนาม และพม่า นอกนี้ไม่กล่าว
             ท่านพระอาจารย์บอกว่า

            "เราไม่ได้ว่าเขาเหล่านั้น แต่ได้พิจารณาแล้ว ไม่มีก็ว่าไม่มี มีก็ว่ามี"
             ท่านพระอาจารย์หมายถึง พระอริยบุคคลในประเทศเหล่านี้ .มีที่ประเทศพม่าเพียงคนเดียว ..
             คือ หมู่บ้านที่ท่านไปจำพรรษา เป็นผ้าขาว ที่ผู้เล่าเคยเล่าว่า บุตรสาว บุตรเขย และบุตรชายของตาผ้าขาวนั้นละ ที่มาจัดเสนาสนะของบิดาเขาถวายท่านพระอาจารย์และท่านเจ้าคุณบุญมั่น ครั้งจำพรรษาที่ประเทศพม่า...ท่านว่า"ยกเว้นสยาม        ประเทศแล้วนอกนั้นไม่มี"
            "สำหรับสยามประเทศ ตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงปัจจุบัน มีติดต่อมาโดยไม่ขาดสาย ทั้งคฤหัสถ์ชายหญิงและบรรพชิต แต่มรรคขั้นต้นคฤหัสถ์มากกว่า ทั้งปริมาณและมีสิกขาน้อยกว่า"
             ท่านเล่าต่อไปว่า เราไม่ได้ว่าเขา เราไม่ได้ดูหมิ่นเขา เพราะประเทศเหล่านั้นขาดความพร้อม คือ คุณสมบัติหลายอย่าง เช่น เรื่องอักขระ ที่ไม่เป็นพุทธภาษา คือ ฐานกรณ์วิบัติ และองค์ประกอบอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ องค์พระมหากษัตริย์ของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนานี้ก็สำคัญ ขาดไม่ได้ ถ้าขาดไป อริยบุคคลก็ขาดไปด้วย
             ท่านพระอาจารย์ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าจะทรงประกาศพระศาสนา ทรงหาหลักค้ำประกันอันมั่นคง คือ มุ่งไปที่พระเจ้าพิมพิสาร ความสำคัญอันนี้มีมาตลอด หากประเทศใดไม่มีองค์ประกอบนี้ ซึ่งเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก ก็ปฏิเสธได้เลย เปรียบเหมือนกับก้อนเส้า 3 ก้อน
             ก้อนที่ 1 คือ ความเป็นชาติ 
             ก้อนที่ 2 มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ 
             ก้อนที่ 3 มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก
             หากขาดไปก้อนใดก้อนหนึ่ง ก็จะขาดความสมบูรณ์ไป ไม่สามารถจะใช้นึ่งต้มแกงหุงหาอาหารได้
             ผู้เขียน..เราโชคดีขนาดไหนแล้ว โชคดีที่1 ได้เกิดเป็นมนุษย์ 
             โชคดีที่2 ได้มานับถือศาสนาพุทธ โชคดีที่3 ได้เกิดในประเทศที่เหมาะสม 
              เพราะฉะนั้นขอให้มั่นใจในแนวทางปฏิบัติ ของพระองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ทางปฏิบัติมรรคผลเพื่อนิพพาน มีอยู่จริงถ้าเราเอาจริงเอาจัง มีพระรัตนตรัย เป็นที่พึ่งสูงสุด ก็จะสามารถถึงที่สุดแห่งกองทุกข์คือพระนิพพาน  ได้ทุกท่าน ขออนุโมทนา ครับ

              จากเพจ : www.facebook.com/Nitandham


 

 

            หลวงปู่มั่นเล่า ในป่าลึกมีพวกพิสดารมาก หลายพันจำพวก มาหาท่านแทบไม่เว้นแต่ละคืน                             พิสดารมากและมีถึงหลายร้อยหลายพันจำพวกจนไม่สามารถนับอ่านได้ ทั้งยังมาเกี่ยวข้องกับท่านมากกว่ากายทิพย์จำพวกอื่น ๆ เพราะพวกนี้หมดที่พึ่งอาศัย เหมือนต้องรอคอยลมหายใจจากพวกอื่นจนไม่เป็นตัวของตัวเอง จาก http://winne.ws/n14593

          การเทศน์โปรดสิ่งมีชีวิตจำพวก "กายทิพย์" ในภพภูมิต่าง ๆ ก็เป็นภารกิจอีกอย่างหนึ่งที่"หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต" ได้กระทำอย่างแข็งขันมาตลอดจนถึงวันมรณภาพ ไม่ว่าจะพักอยู่ที่แห่งใด หลวงปู่มั่นจำต้องได้ติดต่อสื่อสารกับพวกกายทิพย์ประเภทต่าง ๆ อยู่เสมอ ยิ่งเวลาที่พักอยู่ในป่าในเขาลึกอันปราศจากผู้คนด้วยแล้ว พวกกายทิพย์จากภพภูมิชั้นต่างๆ ก็ยิ่งมาเกี่ยวข้องกับท่านมากเป็นพิเศษ แทบไม่เว้นแต่ละคืน  แม้แต่พวก "ผีเปรต" ที่รอรับไทยทานจากญาติ ๆ ก็ยังอุตส่าห์มาติดต่อกับท่านเพื่อขอให้ท่านเมตตาช่วยบอกกับญาติ ๆ ของเขาให้ทำบุญทำทานแล้วอุทิศแผ่ส่วนกุศลไปให้ ความทุกข์จะได้เบาบางลง                                                                                                                                                               เวลาหลวงปู่มั่นถามถึงญาติของผีเปรตที่มาขอส่วนบุญว่าเป็นใคร ก็บอกกันไปคนละโลกจนไม่รู้เรื่องกัน เพราะผู้ที่ตายไปตกนรกตั้งหมื่นตั้งแสนปีทิพย์                         กว่าจะพ้นโทษขึ้นมาและเสวยเศษกรรมปลีกย่อยก็นานจนไม่สามารถค้นหาต้นตอหน่อแขนงแห่งโคตรแซ่ได้ว่าอยู่ที่ไหน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็สุดวิสัยจะช่วยได้ ต้องยอมทนทุกข์เสวยกรรมนั้นต่อไปโดยไม่รู้กำหนด

                รายที่พอช่วยเหลือได้บ้างก็มี เช่น รายที่เสวยผลกรรมไม่นานและไม่หนัก ทั้งอยู่ในฐานะที่ควรจะรับทานจากญาติได้ เพราะโคตรแซ่ที่เป็นญาติก็ยังมี ชื่อญาติ และสถานที่ก็จำได้ ทั้งอยู่ไม่ไกลกับสถานที่ที่มาติดต่อขอความช่วยเหลือจากหลวงปู่มั่น ซึ่งถ้าอย่างนี้ท่านก็สามารถอนุเคราะห์ช่วยเหลือได้ โดยการหาอุบาย   แสดงธรรมให้ญาติคนนั้น ๆ ได้ทราบ แล้วทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปยังผู้ล่วงลับซึ่งรอรับพร้อมอยู่แล้ว แต่บางรายก็สามารถรับส่วนกุศลจากการอุทิศของผู้ใจบุญ ทั้งหลายที่มีอยู่ทั่วไปได้เอง

 

 
             หลวงปู่มั่นช่วยสองดวงวิญญาณพี่น้อง
           จิตเต อสังกิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิกังขา                                                                                                                                                                                                                                      เมื่อจิตผ่องใส ไม่เศร้าหมอง สุคติเป็นที่ไป                                                                                                                                                                                            จิตเต สังกิลิลิฏเฐ ทุคติ ปาฏิกังขา
             เมื่อจิตเศร้าหมองไม่ผ่องใส ทุคติเป็นที่ไป

              หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นอาจารย์ใหญ่สายกรรมฐาน นับเป็นสายกรรมฐานที่มีลูกศิษย์มากมาย หลวงปู่มั่นน้อยครั้งที่ท่านจะกล่าวถึง เรื่องภูติผีหรือเทวดา แต่มีเรื่องหนึ่งที่ท่านมักจะเล่า
เพราะเรื่องนี้มีคติ สอนให้คนไม่ยึดติดในบุญในถาวรวัตถุ ไม่งั้นอาจเป็นเช่นดั่งดวงวิญญาณทั้งสองดวงนี้
                   มีอยู่ครั้งหนึ่ง หลวงปู่มั่น ได้ธุดงค์เข้าไปในป่าลึก ไปพบเจดีย์สร้างยังไม่แล้วเสร็จ ท่านก็เกิดความแปลกใจว่าใครหนอมาสร้างเจดีย์ในป่าลึกขนาดนี้ เมื่อท่านพิจารณาว่าที่นั้นเหมาะแก่การปักกลด ท่านจึงปักกลดลง และ นั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ที่นั่น  ตกดึกคืนนั้น ขณะที่ท่านบำเพ็ญเพียรอยู่ มีสามเณรกับผู้หญิงได้เข้ามาหาท่านเมื่อท่านพิจารณาแล้ว  ก็พบว่าทั้งคู่ไม่ใช่มนุษย์ ท่านจึงใช้ญาณอันแจ่มใส เพื่อดูว่าทั้งสองมีความเป็นมาอย่างไร ก็เลยทราบว่า ทั้งคู่เป็นพี่น้องกัน หนีภัยสงคราม  ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อมาถึงที่นี่ ทั้งสองเกิดศรัทธา สร้างเจดีย์ถวายพระพุทธองค์ แต่เจดีย์ยังไม่ทันแล้วเสร็จ ทั้งคู่ก็เกิดเจ็บป่วยและตายลงไปเสียก่อน ด้วยจิตที่ตอนนั้นเกิดความกังวล กลัวว่าพระเจดีย์จะไม่แล้วเสร็จ นับเป็นจิตที่เศร้าหมอง ทำให้ทั้งคู่ ต้องเกิดเป็นเปรตมาเฝ้าเจดีย์นั่นเอง
          เมื่อหลวงปู่มั่นทราบเรื่องของทั้งคู่แล้ว ท่านจึงเทศน์สอนวิญญาณทั้งคู่ในเรื่องของการปล่อยวาง เมื่อทั้งคู่ได้รับการเทศน์สอนจากหลวงปู่มั่น ทำให้ทั้งคู่เลิกยึดติดในพระเจดีย์และด้วยอำนาจผลบุญแห่งความศรัทธาการสร้างเจดีย์ถวายพระพุทธเจ้า ทำให้ทั้งคู่ได้ไปจุติในสรวงสวรรค์
          การทำบุญเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด แต่หากไม่ใช้ปัญญา อาจจะทำให้เกิดอาการลุ่มหลงในบุญ ยึดมั่นถือมั่นในถาวรวัตถุ จะต้องมาทุกข์และทรมาณ เหมือนเช่นดั่งดวงวิญญาณ ทั้งสองนี้ เป็นต้น
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Visitors: 10,097