กับหลวงพ่อพุธ ฐานิโย

 




  
จาก : บทพระราชปุจฉาวิสัชนาธรรมจากความทรงจำของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย จากหนังสือ ฐานิยปูชา                                                                                  ในหลวง : เมื่อสักครู่นี้ นั่งมาในเครื่องบิน มันฉุกคิดขึ้นมาว่าคฤหัสถ์ที่สำเร็จพระอรหันต์แล้ว ทำไมจึงต้องด่วน
นิพพานเสียภายใน 7 วัน  พระอรหันต์ท่านก็ปล่อยวางเบญจขันธ์หมดแล้ว จะอยู่ไปจนชั่วอายุขัยไม่ได้หรือ ?
        หลวงพ่อพุธ : ขอถวายพระพร พระมหาบพิตร อาตมภาพขอพระราชทานวโรกาสถามปัญหาพระมหาบพิตร
  ในหลวง : พระคุณเจ้าจะถามอะไรก็ถาม ถ้าตอบได้ก็จะตอบ ตอบไม่ได้ ก็ต้องโยนคืนให้พระคุณเจ้าเป็นผู้ตอบ
หลวงพ่อพุธ : พระมหาบพิตร แร่ธาตุต่างๆในจักรวาลนี้ ในเมื่อมันมาบรรจบกันเข้า มันเกิดระเบิดหรือสลายตัวมีไหม มหาบพิตร             
ในหลวง : มี
หลวงพ่อพุธ : อันนั้นเป็นกฎธรรมชาติของแร่ธาตุใช่ไหม
    ในหลวง : ใช่
      หลวงพ่อพุธ : ถ้าอย่างนั้น คฤหัสถ์ซึ่งสำเร็จพระอรหันต์แล้วต้องนิพพานภายใน 7 วัน ก็เป็นกฎธรรมชาติของความ
เป็นพระอรหันต์เป็นเช่นนั้น   คุณธรรมความเป็นพระอรหันต์จะไปสถิตอยู่ในสันดานของคฤหัสถ์นั้นไม่ได้ 
ต้องนิพพานภายใน 7 วันถ้าไม่อุปสมบทอันนี้คือกฎธรรมชาติ อาตมาภาพถวายคำตอบอย่างนี้ พอได้ความหรือไม่
พระมหาบพิตร
      ในหลวง : แจ่มดี
         หลวงพ่อพุธ : ขอถวายพระพร ทำไมพระมหาบพิตรจึงรับสั่งถามอาตมภาพอย่างนี้
ในหลวง : กระผมไปทางภาคเหนือ ไปถามครูบาอาจารย์ทางเหนือ ท่านตอบว่า พระอรหันต์ท่านเบื่อหน่ายในเบญจขันธ์ 
        จึงได้ด่วนนิพพานเสียภายใน 7 วัน จึงทำให้สงสัยว่า พระอรหันต์ท่านก็ปล่อยวางหมดแล้ว ยังจะมีความเบื่อหน่าย
ด้วยหรือ จึงได้พกเอาปัญหามาถามพระคุณเจ้า

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว : คำว่า "ภาวนา" และ "บริกรรม" ต่างกันอย่างไรขอรับ คือ เคยฟังพระเถระผู้ใหญ่ 
บอกว่าการภาวนานี้ไม่ว่าอยู่ที่ไหน แม้ไม่อยู่ในสมาธิ แม้ทำอะไรก็สามารถทำได้อยู่ได้ตลอดเวลา ใช่ไหมขอรับ ?
หลวงพ่อพุธ : ใช่แล้ว คำว่า "ภาวนา" กับ "บริกรรม" มีต่างกัน ภาวนา หมายถึง การอบรมคุณงามความดีให้เกิดขึ้น 
        เป็นสมบัติของผู้อบรม เช่น อบรมใจให้มีความเลื่อมใส ในการบำเพ็ญภาวนา ก็ได้ชื่อว่า ภาวนา แต่บริกรรมนั้น 
หมายถึง จิตของผู้ปฏิบัตินึกอยู่ใน คำใดคำหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น พุทโธ เป็นต้น ซ้ำๆ อยู่ในคำเดียวเรียกว่า "บริกรรม" บริกรรมก็คือส่วนของภาวนานั่นเอง 

หลวงพ่อพุธ : เมื่อตะกี้ได้ถามอะไรอาตมาอีก 
      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว : ภาวนาทำได้ตลอดเวลาทุกสถานที่หรือไม่ 
หลวงพ่อพุธ : การภาวนานี้ทำได้ตลอดเวลา ทุกที่ ทุกสถานที่ ไม่เลือกกาล ไม่เลือกเวลาเช่น อย่างภาวนาในขั้น
บริกรรมภาวนาเช่น ภาวนา พุทโธ พุทโธ พุทโธ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ตลอดทุกอิริยาบถ 
บริกรรมภาวนาพุทโธ พุทโธ ได้ ทีนี้ถ้าหากว่าไม่นึกบริกรรมภาวนา พุทโธการกำหนดรู้ทุกอิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง
นอน กิน ทำ พูด คิด รู้อยู่ตลอดเวลา อันนี้เป็นการภาวนา จุดมุ่งหมายของการภาวนา หรือบริกรรมภาวนา 
ก็อยู่ที่ความต้องการความมีสติสัมปชัญญะ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดีแล้ว จิตก็มีสมรรถภาพ ในการคุ้มครองตัวเอง 
ให้ยืนยันอยู่ในความเป็นอิสรภาพ ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นอิสรภาพโดยเด็ดขาดทุกอย่างก็ตาม ตราบใดที่จิตยังตกอยู่ในอำนาจ ของอารมณ์กิเลสและสิ่งแวดล้อม                                                                                                          จิตก็รู้ตัวว่ายังหย่อนสมรรถภาพอยู่ในอำนาจของสิ่งแวดล้อม จิตก็ย่อมรู้
การบริกรรมภาวนา บางท่านเมื่อจิตไม่ตรงกับนิสัยบริกรรม  ภาวนาเป็นปีๆ จิตไม่สงบก็มีอุบาย ที่จะปฏิบัติได้ คือ 
ต้องกำหนดรู้ดูความคิดของตนเองตลอดเวลาว่าเราคิดอะไรก็รู้ 
สิ่งที่คิดมันหายไปก็รู้ อันใหม่เกิดขึ้นมาก็รู้ กำหนดรู้ตามไปเรื่อยๆ เมื่อจิตมีสติกำหนดตามรู้ความคิดกำหนดทัน
ความคิดของจิตเมื่อใด เมื่อนั้นจิตจะสงบเป็นสมาธิได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว : คำว่า "วิญญาณ" หมายความว่า "ธาตุรู้" ใช่ไหมขอรับ ?
หลวงพ่อพุธ : คำว่า "วิญญาณ" คือ "ธาตุรู้" วิญญาณในเบญจขันธ์ หมายถึง วิญญาณรู้จากของ ๒ อย่างกระทบกัน
เช่น "ตา" กับ "รูป" กระทับกัน เกิดภูมิรู้ขึ้น เรียกว่า "จักขุวิญญาณ" "เสียง" กับ "หู" กระทบกัน เกิดภูมิรู้ขึ้น เรียกว่า
"โสตวิญญาณ""กลิ่น" กับ "จมูก" กระทบกัน เกิดภูมิรู้ เรียกว่า "ฆานวิญญาณ" "ลิ้น" กับ "รส" กระทบกัน เกิดภูมิรู้ 
เรียกว่า "ชิวหาวิญญาณ" "กาย" กับ "สิ่งสัมผัส" กระทบกัน เกิดภูมิรู้ขึ้นเรียกว่า "กายวิญญาณ" "จิต" นึกคิด "อารมณ์"                                                                                                                                             เกิดภูมิรู้ขึ้น เรียกว่า "มโนวิญญาณ" อันเป็นวิญญาณในขันธ์ ๕ ทีนี้ "วิญญาณ" ในปฏิจจสมุปบาท หมายถึง "ปฏิสนธิ                                                                                                                                                     วิญญาณ" คือ วิญญาณรู้ผุด รู้เกิด


  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว : พอจิตนิ่ง ลมหายใจจะหายไป และคำภาวนาก็หายไปพร้อมกัน แต่รู้สึกเช่นนี้เพียง
เดี๋ยวเดียวก็หายไปควรจะทำอย่างไรต่อไป ?

หลวงพ่อพุธ : เมื่อจิตสงบนิ่งลงไปแล้ว จิตจะสงบละเอียดไปถึงจุดที่เรียกว่า "อัปปนาสมาธิ" ลมหายใจก็ทำท่า
จะหายขาดไป คำภาวนาก็หายไป พอรู้สึกว่ามีอาการเป็นอย่างนี้เกิดขึ้นก็เกิดอาการตกใจ แล้วจิตก็ถอนจากสมาธิ 
เมื่อจิตถอนออกจากสมาธิแล้ว เกิดความรู้สึกตัวขึ้นมา ถ้ายังเสียดายความเป็นของจิตในขณะนั้น ให้กำหนดจิต
พิจารณาใหม่ จนกว่าจิตจะสงบลงไปจนกว่าลมหายใจจะหายขาดไป คำภาวนาจะหายไป ถ้าตอนนี้เราไม่เกิดเอะใจ
หรือเปลี่ยนใจขึ้นมาก่อน จิตจะสงบนิ่งละเอียดลงไปกว่านั้น ในที่สุดจิตก็จะเข้าสู่ "อัปปนาสมาธิ" อยู่ในขั้นตัว
ก็หายไปหมด ยังเหลือแต่จิตรู้สงบสว่างอยู่อย่างเดียว ร่างกายตัวตนไม่ปรากฏ แต่ถ้าไม่ทำอย่างนั้น เมื่อลมหายใจ
หายไป คำภาวนาก็จะหายไป แล้วก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาเลื่อนให้จิตมา "พิจารณา" พิจารณาโดย"เพ่ง"กำหนดลงที่ใดลงหนึ่งจะบริเวณร่างกายลงที่ใดที่หนึ่ง   จะบริเวณร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งเช่น กระดูก พิจารณาจนจิตเห็นกระดูก                  แต่ตายังไม่เห็นก่อน ให้พิจารณาจนจิตสงบเห็นกระดูกชัดเจนในทำนองนี้จะทำให้จิตเป็นสมถกรรมฐานเร็วขึ้น   ซึ่งเคยมีตัวอย่างครูบาอาจารย์ให้คำแนะนำกันมา คือ ท่านอาจารย์องค์หนึ่ง ภาวนาพุทโธมาถึง ๖ ปี จิตสงบลงไป                    แต่ทำท่าว่าลมหายใจจะหายไป คำภาวนาก็หายไป แล้วสมาธิก็ถอนออก จิตไม่ถึงความสงบสักที อาจารย์องค์นี้จึงไปถามอาจารย์อีกองค์หนึ่ง ซึ่งอาจารย์องค์นี้เป็นชีผ้าขาวไม่ได้บวชเป็นเณร ว่า"ทำอย่างไรจิตมันจะสงบดีๆ สักที"                อาจารย์องค์นั้นก็ให้คำแนะนำว่า "ให้เพ่งลงที่หน้าอก พิจารณาให้เห็นกระดูก โดยพิจารณาลอกหนังออก แล้วจึงจ้องจิตบริกรรมภาวนาลงไปว่า อัฐิ อัฐิ อัฐิ" อาจารย์ที่ถามจึงนำวิธีการนี้ไปปฏิบัติ 
ก็เกิดจิตสงบเป็นสมาธิ ในครั้งแรกก็มองเห็นเศษกระดูกตรงนั้น จิตมันก็นิ่งจ้องอยู่ตรงนั้น และผลสุดท้ายก็มองเห็นโครงกระดูกทั่วตัวไปหมด ในเมื่อมองเห็นโครงกระดูกอยู่ชั่วขณะหนึ่ง   โครงกระดูกก็พังลงไปและสลายตัวไป                     สลายไปหมด ยังเหลือแต่จิตสงบนิ่ง สว่างอยู่อย่างเดียว และในอันดับต่อไปนั้น จิตจะสงบนิ่ง สว่างอยู่เฉยๆ ภายหลังเมื่อจิตสงบสว่างอยู่พอสมควรแล้ว ก็เกิดความรู้อันละเอียดขึ้นมาภายในจิต แต่ไม่ทราบว่าอะไร มันมีลักษณะรู้ขึ้นมา           แล้วก็ผ่านไป มันเหมือนกับกลุ่มเมฆที่มันผ่านสายตาเราไปนั่นแหละ จิตก็นิ่งเฉย สงบนิ่ง สว่างอยู่ตลอดเวลาที่มีให้รู้ให้เห็นก็ผ่านไปเรื่อยๆ เราลองนึกภาพดูว่า ที่เกิดขึ้นเช่นนี้เรียกว่าอะไร อาการเป็นเช่นนี้เป็นภูมิรู้ภูมิปัญญาอย่าง                 ละเอียด ของจิตเกิดขึ้น 
ซึ่งเป็นความจริงที่อยู่เหนือสมมติบัญญัติ สภาวธรรมส่วนที่เป็นสัจธรรมเกิดขึ้นในจิตของผู้ปฏิบัติ มีแต่สิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ 
ซึ่งท่านอาจารย์มั่นเรียกว่า"ฐีติภูตัง" ซึ่งมีความหมายว่า"ฐีติ" คือ ความตั้งเด่นของจิต อยู่ในสภาพที่สงบนิ่ง เป็นกิริยาประชุมพร้อมของอริยมรรค ยังจิตให้บรรลุถึงความสุคติภาพโดยสมบูรณ์ เมื่อจิตประชุมพร้อม ภายในจิตมีลักษณะ              สงบ นิ่ง สว่าง อำนาจของอริยมรรคสามารถปฏิบัติจิตให้เกิด ภูมิรู้ภูมิธรรมอย่างละเอียด ภูมิรู้ภูมิธรรมซึ่งเกิดขึ้นอย่างละเอียด 
ไม่มีสมมติบัญญัติ เรียกว่า "ภูตัง"หมายถึงสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่โดยธรรมชาติของมันอย่างนั้น แต่ไม่ทราบว่าจะเรียกว่าอะไร สงสัยต่อไปในเมื่อเราไม่สามารถจะเรียกว่าอะไร ทำอย่างไรเราจึงจะรู้สิ่งนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกไว้ แม้แต่ท่าน          แสดงธรรมจักรให้ภิกษุปัญจวัคคีย์ฟัง  เมื่อท่านอัญญาโกณฑัญญะรู้ธรรม เห็นธรรม ก็รู้แต่ว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา"


            











































Visitors: 12,116